รักแรกพบ ในหลวง-ราชินี

AhijFa-1

วันหนึ่งในปีพ.ศ.2489 วันที่ทรงแรกพบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งประทับอยู่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เสด็จฯ ไปยังประเทศฝรั่งเศส เพื่อทอดพระเนตรรถยนต์พระที่นั่งแทนคันเดิมซึ่งทรงใช้มานาน โปรดเกล้าฯ ให้ม.จ.นักขัตรมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสพร้อมครอบครัวเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

วันนี้เองที่ทรงพบกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาของ ม.จ.นักขัตรมงคล และ ม.ล.บัว กิติยากร ที่มารับเสด็จ โดยวันนั้น ม.ร.ว.สิริกิติ์แต่งตัว เรียบร้อย สวมสูทสีเนื้อ ไว้หางเปียยาวถึงหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาถึงช้ากว่ากำหนด ทราบสาเหตุภายหลังว่าเนื่องจากรถยนต์พระที่นั่งเกิดเสียและน้ำมันหมด ตรัสว่าทรงจำได้ดีถึงสีหน้าของ ม.ร.ว.สิริกิติ์ที่ทั้งหิวและรอนาน

เมื่อเสด็จฯ มาถึงราชเลขาฯ ได้เชิญแต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย แล้วให้เด็กไปรับประทานอาหารจีนอีกที่ จึงทำให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์เคืองอยู่นิดๆ

เมื่อตรัสถึงเรื่องนี้ทั้งสองพระองค์จะทรงพระสรวล โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงล้อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า “เดินตุปัดตุเป๋ หน้างอ คอยถอนสายบัว” สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงกราบบังคมทูลตอบว่า “ที่หน้างอ เพราะให้แต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย เด็กกลับไล่ไปกินที่อื่น”

 

ก่อนทรงได้พบกับม.ร.ว.สิริกิติ์ ทรงทราบถึงความน่ารักจากสมเด็จพระราชชนนีมาก่อนแล้ว ในการเสด็จเยือนปารีสครั้งแรก สมเด็จพระราชชนนีรับสั่งเป็นพิเศษว่าให้ไปทอดพระเนตรลูกสาว ของม.จ.นักขัตรมงคล “ว่าจะสวย น่ารักไหม” ทรงกำชับว่า “เมื่อถึงปารีสแล้วให้โทร.บอกแม่ด้วย”

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ถึงก็ทรงโทรศัพท์หาและตรัสว่า “เห็นแล้ว น่ารักมาก”

เนื่องจากเวลาเสด็จฯ ยังกรุงปารีส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับที่สถานทูตไทย ทำให้ครอบครัวม.จ.นักขัตรมงคลซึ่งรวมถึงม.ร.ว.สิริกิติ์เป็นที่คุ้นเคยเบื้องพระยุคลบาท ความที่ได้พบพระพักตร์บ่อยครั้ง ทั้งยังมีความชอบในสิ่งเดียวกันโดยเฉพาะการดนตรี ประกอบกับนิสัยร่าเริง สุภาพอ่อนน้อม และขี้อายในบางครั้ง ทำให้ยิ่งประทับพระราชหฤทัย โดยมีความสวยงามของเมืองโลซานเป็นฉากหลังที่โรแมนติกและมีความหมายยิ่งต่อทั้งสองพระองค์

ข่าวใหญ่ที่ทำให้ประชาชนชาวไทยตกใจเป็นอย่างมากในเดือนตุลาคม พ.ศ.2491 คือข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์นอกเมืองโลซาน ระหว่างที่ประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลในตำบลเมอร์เซสนั้น รับสั่งให้ราชองครักษ์ ติดต่อไปยังม.จ.นักขัตรมงคล ให้ม.ล.บัว กิติยากร พาธิดาทั้งสองคือม.ร.ว.สิริกิติ์และม.ร.ว.บุษบาเข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการที่ โรงพยาบาลเป็นประจำทุกวัน

มีพระราชกระแสรับสั่งว่า เมื่อทรงฟื้นคืนพระสติครั้งแรก ทรงระลึกถึงบุคคลเพียง 2 คน คือสมเด็จพระราชชนนีและม.ร.ว.สิริกิติ์

 

เรื่องนี้ ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้กล่าวว่า “สิ่งแรกเมื่อรู้สึกพระองค์คือทรงหยิบรูป ม.ร.ว.สิริกิติ์ออกจากพระกระเป๋า ส่งถวายสมเด็จพระราชชนนี พร้อมกับรับสั่งว่า ′แม่ เรียกสิริมาที′” ท่านผู้หญิงเกนหลงกล่าวว่า “รูปม.ร.ว.สิริกิติ์รูปนั้นเป็นรูปแรกที่ทรงถ่าย เป็นรูปหมู่ที่ถ่ายตอนบุคคลเข้าเฝ้าฯ ณ สถานทูต ม.ร.ว.สิริกิติ์อยู่เป็นคนสุดท้าย เห็นหน้าไม่ชัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ′ยู้ฮู คนข้างหลังโผล่หน้ามาหน่อยสิ′ รูปนั้นทรงตัดเฉพาะหน้าม.ร.ว.สิริกิติ์ไว้ในพระกระเป๋า”

ความที่ม.ร.ว.สิริกิติ์เข้าเฝ้าฯ และถวายการพยาบาลอย่างใกล้ชิด ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2492 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ม.จ.นักขัตรมงคลเข้าเฝ้าฯ ที่นครโลซาน ทรงมอบหมายให้ม.จ.จักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ เป็นผู้ทูลเกริ่นทาบทามเรื่องที่จะทรงขอหมั้นก่อน ขณะที่พระองค์เองมีพระราชดำรัสเป็นการส่วนพระองค์กับม.ร.ว.สิริกิติ์ล่วงหน้าแล้ว

พระราชพิธีทรงหมั้นจัดขึ้นเป็นการภายใน ณ โรงแรมวินด์เซอร์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 โดยค่ำวันที่ 12 สิงหาคม 2492 มีงานเลี้ยงที่สถานทูตไทยในกรุงลอนดอน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข่าวทรงหมั้นให้คนไทยทราบ โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นผู้ประกาศ ข่าวที่เผยแพร่ออกไปนำมาซึ่งความดีใจแก่ประชาชนไทยเป็นอย่างยิ่ง สื่อ มวลชนหลายสำนักทั่วโลกต่างนำเสนอข่าวนี้

หลังพระราชพิธีหมั้นผ่านไป 7 เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติประเทศไทยทางชลมารค โดยมีม.ร.ว.สิริกิติ์และครอบครัว รวมถึงข้าราชบริพารตามเสด็จ

หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ประมาณ 1 เดือน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้นในวันที่ 28 เมษายน 2493 ณ วังสระปทุม

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านสถาปนา ม.ร.ว.สิริกิติ์เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดแก่สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

วันต่อมาเสด็จฯ ไปประทับพักผ่อนพระอิริยาบถและฮันนีมูนที่พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา 3 วัน พร้อมด้วยคณะผู้ตามเสด็จโดยรถไฟ

ตลอดเส้นทางที่เสด็จฯ นั้นมีประชาชนมาเฝ้าฯ รับเสด็จเนืองแน่น ส่วนหนึ่งต้องการยลพระสิริโฉมของพระราชินีนั่นเอง

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติหน้าที่ภรรยาโดยไม่ขาดตกบกพร่อง โดยเสด็จฯ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่เสมอ ทั้งในและต่างประเทศและในถิ่นทุรกันดาร ทรงเป็นตัวอย่างของคำว่า “คู่ทุกข์คู่ยาก”

จากความรักแบบหนุ่มสาว เมื่อทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงทุ่มเทความรัก ทรงอบรมพระราชโอรส-ธิดาของพระองค์เป็นคนดี และรับผิดชอบต่อประชาชนและบ้านเมือง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNeU9EZ3hNVE0yTUE9PQ==

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

กษัตริย์…ยอดกตัญญู

A9921076-94

ความหวังของแม่    ที่มีต่อลูก 3 หวังคือ
1) ยามแก่เฒ่า หวังเจ้า เฝ้ารับใช้
2) ยามป่วยไข้ หวังเจ้า เฝ้ารักษา
3) เมื่อถึงยาม ต้องตาย วายชีวา หวังลูกช่วย ปิดตา เมื่อสิ้นใจ

ในหลวง  นอกจากจะเป็น ยอดพระมหากษัตริย์ของโลก    เป็น THE KING OF KINGS แล้ว ในหลวงของเรา ยังเป็นกษัตริย์ยอดกตัญญูด้วย ความหวังของแม่  ทั้ง 3 หวัง ในหลวงปฏิบัติได้ครบถ้วน  สมบูรณ์เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ให้แก่พวกเรา ในหลวงทำกับแม่อย่างไร

หวังที่ 1. ยามแก่เฒ่า   หวังเจ้า   เฝ้ารับใช้
ใครเคยเห็นภาพที่สมเด็จย่า เสด็จไปในที่ต่าง ๆ แล้วมีในหลวง  ประคองเดินไปตลอดทาง   เคยเห็นไหม   ใครเคยเห็น   กรุณายกมือให้ดูหน่อย   ขอบคุณ   เอามือลง ตอนสมเด็จย่าเสด็จไปไหน   มีคนเยอะแยะ  มีทหาร   มีองครักษ์    มีพยาบาล    ที่คอยประคองสมเด็จย่าอยู่แล้ว แต่ในหลวงบอกว่า   “ไม่ต้อง” คนนี้เป็นแม่เรา   เราประคองเอง ตอนเล็ก ๆ แม่ประคองเรา สอนเราเดิน หัดให้เราเดิน    เพราะฉะนั้น    ตอนนี้แม่แก่แล้ว   เราต้องประคองแม่เดิน เพื่อเทิดพระคุณท่าน    ไม่ต้องอายใคร    เป็นภาพที่ประทับใจมาก    เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ท่านกตัญญูต่อแม่    ประคองแม่เดิน ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ     สองข้างทาง ฝั่งนี้ 5,000 คน ฝั่งโน้น  8,000 คน  ยกมือขึ้นสาธุ แซ่ซ้อง   สรรเสริญ “กษัตริย์ยอดกตัญญู” ในหลวงเดินประคองแม่   คนเห็นแล้วเขาประทับใจถ่ายรูป   เอามาทำปฏิทิน    เอาไปติดไว้ที่บ้าน เพื่อแสดงความเคารพกราบไหว้   ลองหันมาดูพวกเรา   ส่วนใหญ่เวลาออกไปไหนแต่งตัวโก้    ลูกชายแต่งตัวโก้    ลูกสาวแต่งตัวสวย    แต่เวลาเดินไม่มีใครประคองแม่ กลัวไม่โก้  กลัวไม่สวย  ข้าราชการแต่งเครื่องแบบเต็มยศ    ติดเหรียญตรา   เหรียญกล้าหาญเต็มหน้าอก    แต่เวลาเดินไม่กล้าประคองแม่    กลัวไม่สง่า   กลัวเสียศักดิ์ศรี    ประคองแม่เป็นเรื่องของคนใช้    หลายคนให้ประคองแม่    ไม่กล้าทำ อาย  เวลาทำดีไม่กล้าทำ   อาย เวลาทำชั่ว  กล้า   ไม่อาย  ใครเห็นภาพนี้ที่ไหน  กรุณาซื้อใส่กรอบ    แล้วเอาไปแขวนไว้ที่บ้าน   เอาไว้สอนลูก เห็นภาพชัดเจนไหมครับ    เท่านั้นยังน้อยไป   มาดูภาพที่ชัดเจนกว่านั้น

หลังงานพระบรมศพสมเด็จย่าเสร็จสิ้นลงแล้ว  ราชเลขาของสมเด็จย่ามาแถลงในที่ประชุม   ต่อหน้าสื่อมวลชนว่า    ก่อนสมเด็จย่าจะสิ้นพระชนม์ปีเศษ   ตอนนั้นอายุ 93  ในหลวงเสด็จจากวังสวนจิตร    ไปวังสระปทุมตอนเย็นทุกวัน ไปทำไมครับ   ไปกินข้าวกับแม่    ไปคุยกับแม่   ไปทำให้แม่ชุ่มชื่นหัวใจ    พอเขาแถลงถึงตรงนี้  อาจารย์ตกตะลึง    โฮ้โห  ขนาดนี้เชียวหรือในหลวงของเรา เสด็จไปกินข้าวมื้อเย็นกับแม่    สัปดาห์ละกี่วัน   ทราบไหมครับ  พวกเราทราบไหมครับ   สัปดาห์ละกี่วัน   5 วัน   มีใครบ้างครับ  ที่อยู่คนละบ้านกับแม่ แล้วไปกินข้าวกับแม่   สัปดาห์ละ 5 วัน  หายาก   ในหลวง มีโครงการเป็นร้อยเป็นพันโครงการ    มีเวลาไปกินข้าวกับแม่   สัปดาห์ละ 5 วัน พวกเรา ซี 7  ซี 8  ซี 9 ร้อยเอก   พลตรี   อธิบดี   ปลัดกระทรวง ไม่เคยไปกินข้าวกับแม่   บอกว่างานยุ่ง   แม่บอกว่า   ให้พาไปกินข้าวหน่อย    บอกว่า ไม่มีเวลาจะไปตีกอล์ฟ    ไม่มีเวลาพาแม่ไปกินข้าว    แต่มีเวลาไปตีกอล์ฟ   เห็นตัวเองหรือยัง    พ่อแม่พอแก่แล้ว ก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง    ฝนตก   น้ำเซาะ   อีกไม่นานโค่น    พอถึงวันนั้น   เราก็ไม่มีแม่ให้กราบแล้ว    ในหลวงจึงตัดสินพระทัย    ไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ 5 วัน เมื่อตอนที่สมเด็จย่าอายุ   93 สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน ในหลวงไปกินข้าวกับแม่ 5 วัน อีก 2 วัน ไปไหนครับ    ดร.เชาว์ ณ ศีลวันต์   องคมนตรี บอกว่า   ในหลวงถือศีล 8 วันพระ ถือศีล 8 นี่ยังไง  ต้องงดข้าวเย็น    เลยไม่ได้ไปหาแม่   วันนี้เพราะ ถือศีล อีกวันหนึ่งที่เหลือ    อาจจะกินข้าวกับพระราชินี   กับคนใกล้ชิด แต่ 5 วันให้แม่ เห็นภาพชัดแล้วใช่ไหม

ตอนนี้เราขยับเข้าไปใกล้ ๆ หน่อย ไปดูตอนกินข้าว    ทุกครั้งที่ในหลวงไปหาสมเด็จย่า    ในหลวงต้องเข้าไปกราบที่ตัก    แล้วสมเด็จย่าก็จะดึงตัวในหลวงเข้ามากอด   กอดเสร็จก็หอมแก้ม    ใครเคยเห็นภาพสมเด็จย่า   หอมแก้มในหลวงบ้าง   ภาพนี้ถ้าใครมี   ต้องเอาไปใส่กรอบ เป็นภาพความรักของแม่ที่มีต่อลูกอย่างยอดเยี่ยม ตอนสมเด็จย่าหอมแก้มในหลวง   อาจารย์คิดว่า แก้มในหลวงคงไม่หอมเท่าไร    เพราะไม่ได้ใส่น้ำหอม  แต่ทำไมสมเด็จย่าหอมแล้วชื่นใจ    เพราะท่านได้กลิ่นหอม    จากหัวใจในหลวง หอมกลิ่นกตัญญู ไม่นึกเลยว่า   ลูกคนนี้จะกตัญญูขนาดนี้ จะรักแม่มากขนาดนี้ ตัวแม่เองคือสมเด็จย่า   ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นคนธรรมดา   สามัญชน   เป็นเด็กหญิงสังวาลย์เกิดหลังวัดอนงค์   เหมือนเด็กหญิงทั่วไป    เหมือนพวกเราทุกคนในที่นี้ในหลวงน่ะ    เกิดมา เป็นพระองค์เจ้า เป็นลูกเจ้าฟ้า ปัจจุบันเป็นกษัตริย์   เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือหัว แต่ในหลวงที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินก้มลงกราบคนธรรมดาที่เป็นแม่ หัวใจลูก   ที่เคารพแม่    กตัญญูกับแม่อย่างนี้หาไม่ได้อีกแล้ว

คนบางคนพอเป็นใหญ่เป็นโต ไม่กล้าไหว้แม่   เพราะแม่มาจากเบื้องต่ำ    เป็นชาวนา  เป็นลูกจ้าง   ไม่เคารพแม่   ดูถูกแม่  แต่นี่ในหลวงเทิดแม่ไว้เหนือหัว    นี่แหละครับความหอม นี่คือเหตุที่สมเด็จย่า   หอมแก้มในหลวงทุกครั้ง    ท่านหอมความดี   หอมคุณธรรม   หอมกตัญญู   ของในหลวง หอมแก้มเสร็จแล้ว   ก็ร่วมโต๊ะเสวย    ตอนกินข้าวนี่   ปกติแค่เห็นลูกมาเยี่ยม   ก็ชื่นใจแล้ว    นี่ลูกมากินข้าวด้วย   ยิ่งปลื้มใจ แม่ทั้งหลายลองคิดดูซิ    อะไรอร่อย ๆ ในหลวงจะตักใส่ช้อนแม่    อันนี้อร่อย   แม่ลองทาน    รู้ว่าแม่ชอบทานผัก    หยิบผักมาม้วน ๆ ใส่ช้อนแม่    เอ้าแม่   แม่ทานซะ   ของที่แม่ชอบ แทนที่จะกินแค่ 3 คำ 4 คำ ก็เจริญอาหาร   กินได้เยอะ เพราะมีความสุข ที่ได้กินข้าวกับลูก มีความสุขที่ลูกดูแล   เอาใจใส่     กินข้าวเสร็จแล้ว   ก็มานั่งคุยกับแม่    ในหลวงดำรัสกับแม่ว่าไง   ทราบไหม    ตอน ในหลวงเล็ก ๆ   แม่เคยสอนอะไรที่สำคัญ    “อยากฟังแม่สอนอีก” เป็นยังไงบ้าง   เป็นกษัตริย์   ปกครองประเทศ    อยากฟังแม่สอนอีก    พวกเราเป็นยังไง    เราคิดว่าเรารู้มาก   เราเรียนสูง    เรามีปริญญา   แม่จบ ป.4 เวลาแม่สอน   ตะคอกแม่ ตวาดแม่ กระทืบเท้าใส่แม่ เบื่อจะตายอยู่แล้ว   รำคาญ    พูดจาซ้ำซาก   เมื่อไหร่จะหยุดพูดซะที    เราเหยียบย่ำหัวใจแม่

พอสมเด็จย่าสอน    ในหลวงจะเอากระดาษมาจด    มีอยู่เรื่องหนึ่งที่จำได้แม่น    สมเด็จย่า   เล่าว่าตอนเรียนหนังสือที่ Swiss ในหลวงยังเล็กอยู่   เข้ามาบอกว่าอยากได้รถจักรยาน เพื่อน ๆ เขามีจักรยานกัน แม่บอกว่า   ลูกอยากได้จักรยาน    ลูกก็เก็บสตางค์   ที่แม่ให้ไปกินที่โรงเรียนไว้ซิ    เก็บมาหยอดกระปุก   วันละเหรียญ   สองเหรียญ พอได้มากพอ   ก็เอาไปซื้อจักรยาน    นี่คือสิ่งที่แม่สอน    แม่สอนอะไร   ทราบไหมครับ   ถ้าเป็นพ่อแม่บางคน    พอลูกขอ   รีบกดปุ่ม ATM ให้เลย ประเคนให้เลย   ลูกก็ ฟุ้งเฟ้อ   ฟุ่มเฟือย    เหลิง   และหลงตัวเอง พอโตขี้นขับรถเบนซ์ชนตำรวจก็ได้    ยิงตำรวจยังได้เพราะหลงตัวเอง   พ่อกูใหญ่เห็นไหม     ตามใจเทิดทูนจนเสียคน    แต่สมเด็จย่านี่เป็นยอดคุณแม่    สร้างคุณธรรมให้แก่ลูก    ลูกอยากได้   ลูกต้องเก็บสตางค์ที่แม่ให้   ไปหย่อนกระปุก    แม่สอน 2 เรื่อง คือ   ให้ประหยัด  ให้ยืนอยู่บน ขาของตัวเอง “ความประหยัด   เป็นสมบัติของเศรษฐี”ใครสอนลูกให้ประหยัดได้    คนนั้นกำลังมอบความเป็นเศรษฐีให้แก่ลูก

พอถึงวันปีใหม่    สมเด็จย่าก็บอกว่า    “ปีใหม่แล้วเราไปซื้อจักรยานกัน   ” เอ้า   แคะกระปุก   ดูซิว่ามีเงินเท่าไร    เสร็จแล้วสมเด็จย่าก็แถมให้    ส่วนที่แถมนะมากกว่าเงินที่มีในกระปุกอีก    มีเมตตาให้เงินลูก    ให้ไม่ได้ให้เปล่า   สอนลูกด้วย   สอนให้ประหยัด สอนว่า   อยากได้อะไร   ต้องเริ่มจากตัวเรา    คำสอนนั้นติดตัวในหลวงมาจนทุกวันนี้    เขาบอกว่า  ในสวนจิตรนี่    คนที่ประหยัดที่สุด   คือในหลวง   ประหยัดที่สุด   ทั้งน้ำ   ทั้งไฟ    เรื่องฟุ้งเฟ้อ   ฟุ่มเฟือยไม่มี    เป็นอันว่าภาพนี้ชัดเจน

หวังที่ 2. ยามป่วยไข้   หวังเจ้า   เฝ้ารักษา
ดูว่าในหลวง ทำกับแม่ ยังไง    สมเด็จย่า   ประชวร อยู่ทีโรงพยาบาลศิริราช    ในหลวงไปเยี่ยม   ตอนไหนครับ   ไปเยี่ยมตอน ตี 1 ตี 2 ตี 4 เศษ ๆ   จีงเสด็จกลับ    ไปเฝ้าแม่วันละหลายชั่วโมง    แม่พอเห็นลูกมาเยี่ยม   ก็หายป่วยไปครึ่งหนึ่งแล้ว    ทีมแพทย์ที่รักษาสมเด็จย่า    เห็นในหลวงมาเยี่ยม มาประทับ ก็ต้องฟิต   ตามไปด้วย ต้องปรึกษาหารือกันตลอดว่า   จะให้ยายังไง   จะเปลี่ยนยาไหม    จะปรับปรุงการรักษายังไงให้ดีขึ้น    ทำให้สมเด็จย่าได้รับการดูแลที่ดีขึ้น    เห็นภาพไหม   กลางคืนในหลวงไปอยู่กับสมเด็จย่า    คืนละหลายชั่วโมง   ไปให้ความอบอุ่นทุกคืน ลองหันมาดูตัวเราเองซิ    ตอนพ่อแม่ป่วย   โผล่หน้าเข้าไปดูหน่อยนึง ถามว่า   ตอนนี้อาการเป็นยังไง   พ่อแม่ยังไม่ทันตอบเลย ฉันมีธุระ งานยุ่งต้องไปแล้ว   โผล่หน้าไปให้เห็น    พอแค่เป็นมารยาท   แล้วก็กลับ    เราไม่ได้ไปเพราะความกตัญญู    เราไม่ได้ไปเพื่อทดแทนพระคุณท่าน   น่าอายไหม   ในหลวง   เสด็จไปประทับกับแม่    ตอนแม่ป่วยไปทุกวัน   ไปให้ความอบอุ่น   ประทับอยู่วันละหลายชั่วโมง   นี่คือสิ่งที่ในหลวงทำ คราวหนึ่งในหลวงป่วย   สมเด็จย่าก็ป่วย    ไปอยู่ศิริราช   ด้วยกัน   อยู่คนละมุมตึก    ตอนเช้าในหลวงเปิดประตูแอ๊ดออกมา    พยาบาลกำลังเข็นรถสมเด็จย่า    ออกมารับลมผ่านหน้าห้องพอดี   ในหลวง   พอเห็นแม่รีบออกจากห้อง   มาแย่งพยาบาลเข็นรถ  มหาดเล็กกราบทูลว่า   ไม่เป็นไร    ไม่ต้องเข็น  มีพยาบาลเข็นให้อยู่แล้ว ในหลวงมีรับสั่งว่า   แม่ของเรา  ทำไมต้องให้คนอื่นเข็น   เราเข็นเองได้    นี่ขนาดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน   เป็นกษัตริย์   ยังมาเดินเข็นรถให้แม่ ยังมาป้อนข้าว   ป้อนน้ำให้แม่   ป้อนยาให้แม่ ให้ความอบอุ่นแก่แม่   เลี้ยงหัวใจแม่    ยอดเยี่ยมจริง ๆ    เห็นภาพนี้แล้วซาบซึ้ง   มาตามดูต่อ

หวังที่ 3. เมื่อถึงยาม   ต้องตาย   วายชีวา    หวังลูกช่วย   ปิดตา      เมื่อสิ้นใจ
วันนั้น    ในหลวงเฝ้าสมเด็จย่า อยู่จนถึงตี 4 ตี 5   เฝ้าแม่อยู่ทั้งคืน    จับมือแม่   กอดแม่   ปรนนิบัติแม่    จนกระทั่งแม่หลับจึงเสด็จกลับ   พอไปถึงวังเขาโทรศัพท์มาแจ้งว่า   สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์    ในหลวงรีบเสด็จกลับไปศิริราช    เห็นสมเด็จย่านอนหลับตาอยู่บนเตียง    ในหลวงทำยังไงครับ     ในหลวงตรงเข้าไป   คุกเข่า    กราบลงที่หน้าอกแม่    พระพักตร์ในหลวง   ตรงกับหัวใจแม่    ขอหอมหัวใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย    ซบหน้านิ่งอยู่นาน    แล้วค่อย ๆ   เงย พระพักตร์ขึ้น   น้ำพระเนตรไหลนอง    ต่อไปนี้   จะไม่มีแม่ให้หอมอีกแล้ว    เอามือ   กุมมือแม่ไว้ มือนิ่ม ๆ    ที่ไกวเปลนี้แหละ ที่ปั้นลูกจนได้เป็นกษัตริย์    เป็นที่รักของคนทั้งบ้านทั้งเมือง     ชีวิตลูกแม่ปั้น    มองเห็นหวีปักอยู่ที่ผมแม่    ในหลวงจับหวีค่อย ๆ หวีผมให้แม่    หวี   หวี   หวี    หวี   ให้แม่สวยที่สุด   แต่งตัวให้แม่   ให้แม่สวยที่สุด    ในวันสุดท้ายของแม่   เป็นภาพที่ประทับใจ อาจารย์ที่สุด   เป็นสุดยอดของลูกกตัญญู    หาที่เปรียบไม่ได้อีกแล้ว   กษัตริย์… ยอดกตัญญู

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://rungfa.chs.ac.th/king1.htm

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

พระจริยาวัตรอันงดงามของในหลวงที่มีต่อสมเด็จย่า ยังคงตราตรึงใจ พสกนิกรชาวไทย

เรื่องที่  ๑   ในหลวงทรงประคองสมเด็จย่า

king15

 ภาพในหลวงทรงประคองสมเด็จย่า เวลาเสด็จพระราชดำเนินไปในที่

ต่าง ๆ  เป็นภาพที่คนไทยได้เห็นพระองค์ท่านปฏิบัติจนเคยชิน ในทุกหนแห่ง
พระองค์ท่านรับสั่งว่า  “ตอนเล็ก ๆ แม่ประคองเรา  สอนเราเดิน 
หัดให้เราเดิน  เพราะฉะนั้น ตอนนี้แม่แก่แล้ว  เราต้องประคองแม่เดิน”
เป็นภาพที่ประทับใจคนไทยมากและซาบซึ้งที่พระองค์ท่านกตัญญูต่อ
สมเด็จย่า  โดยประคองสมเด็จย่าเดิน 

เรื่องที่  ๒   ในหลวงเสด็จไปเยี่ยมสมเด็จย่า

king10

  โดยปกติในหลวงจะเสด็จพระราชดำเนินจากพระตำหนักจิตรลดา ไป
วังสระปทุมในตอนเย็นทุกวัน  เพื่อไปเยี่ยมสมเด็จย่าและเสวยพระกระยาหาร
ร่วมกัน  ไปทำให้สมเด็จย่าชุ่มชื่นพระหทัย   สัปดาห์ละ  ๕  วัน

ทุกครั้งที่ในหลวงเสด็จไปหาสมเด็จย่า  ในหลวงต้องเข้าไปกราบที่ตัก
สมเด็จย่า  แล้วสมเด็จย่าก็จะดึงในหลวง เข้ามาสวมกอด  หลังจากเสวย
พระกระยาหารเสร็จแล้ว  ก็จะมาประทับและมีพระดำรัสกับสมเด็จย่า

ส่วนมากในหลวงมีพระดำรัสกับสมเด็จย่าว่า   ตอนพระองค์ท่าน
เล็ก ๆ  สมเด็จย่าเคยสอนอะไรที่สำคัญ   อยากฟังสมเด็จย่าสอนอีก 

เรื่องที่  ๓   ในหลวงทรงเข็นรถให้สมเด็จย่า

ooooooooooooooooo

  เมื่อคราวที่สมเด็จย่าประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ในหลวงเสด็จ
ไปเยี่ยมไปเฝ้าวันละหลายชั่วโมง  ไปทุกวัน ไปให้ความอบอุ่น

คราวหนึ่งในหลวงประชวร สมเด็จย่าก็ประชวร  อยู่โรงพยาบาลศิริราช
ด้วยกัน แต่คนละมุมตึก ตอนเช้าในหลวงทอดพระเนตรเห็นพยาบาลกำลัง
เข็นรถสมเด็จย่าออกมารับลมผ่านหน้าห้องพอดี ในหลวงพอเห็นสมเด็จย่า
ก็รีบออกจากห้องมาแย่งพยาบาลเข็นรถ  แม้มหาดเล็กจะกราบทูลว่า
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องเข็น มีพยาบาลเข็นให้อยู่แล้ว”
ในหลวงมีรับสั่งว่า “แม่ของเรา ทำไมต้องให้คนอื่นเข็น เราเข็นเองได้”

king22

นับเป็นพระจริยาวัตรอันงดงามของในหลวงที่มีต่อสมเด็จย่า ยังคง
ตราตรึงใจพสกนิกรชาวไทย  และยังคงอยู่ในความทรงจำมิรู้ลืมเลือน  ตราบ
นานเท่านาน  เป็นพระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู  และทรงเป็นแบบอย่างที่ดี
ให้คนไทยได้เจริญรอยตามพระองค์ท่าน

ขอจงทรงพระเจริญ  มีพระชนมพรรษายิ่งยืนนาน  เป็นมิ่งขวัญแก่ปวง
พสกนิกรชาวไทยตลอดไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=532962

 

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9

4444444444444444444444444

เป็นเรือพระที่นั่งจัดสร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลปัจจุบัน มีโขนเรือเป็นรูปนารายณ์ทรงสุบรรณ ซึ่งนำต้นแบบมาจากเรือนารายณ์ทรงสุบรรณลำเดิมที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และ รัชกาลที่ 4 โดยเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 นี้ กองทัพเรือร่วมกับกรมศิลปากร และสำนักพระราชวัง ได้ดำเนินการจัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีในปีกาญจนาภิเษก ที่พระองค์ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี มีฐานะเป็นเรือพระที่นั่งรอง ทอดบัลลังก์กัญญาเทียบเท่าเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ พื้นเรือสีแดงชาด น้ำหนัก 20 ตัน กว้าง 3.20 เมตร ยาว 44.30 เมตร ลึก 1.10 เมตร ฝีพายจำนวน 50 นาย นายท้าย 2

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.manager.co.th/travel/viewnews.aspx?NewsID=9550000147859

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

พระอุโบสถวัดโสธรวรารามฯ สง่างามริมแม่น้ำบางปะกง

 127

หนึ่งในพระราชกรณียกิจอันหลากหลายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำเพื่อชาติบ้านเมืองนั้น “งานช่าง” หรืองานด้านสถาปัตยกรรม ศิลปะ และการออกแบบ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ เนื่องจากงานสถาปัตยกรรมเหล่านี้ถือเป็นมรดกสำคัญของชาติ สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญของชาติและจิตใจของคนไทย และยังจะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อไป

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

สมาชิกในครอบครัวคุณทองแดง

thongdaeng-family

“คุณทองแดง” ถือเป็นสุนัขที่กตัญญูรู้คุณเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับแม่มะลิ ซึ่งเป็นเสมือนแม่นมของคุณทองแดง ที่แม้เมื่อแยกกันอยู่แล้ว ทุกครั้งที่คุณทองแดงพบกับแม่มะลิ จะแสดงความเคารพแม่มะลิอยู่เสมอ และก็ยังเป็นแม่ที่เอาใจใส่ลูก ๆ เป็นอย่างดี โดยคุณทองแดง มีลูกกับ คุณทองแท้ สุนัขพันธุ์บาเซนจิ จำนวน 9 สุนัข พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อให้เป็นชื่อขนมที่มีคำว่า “ทอง” และพระราชทานนามสกุลว่า “สุวรรณชาด” ดังนี้

  ทองชมพูนุท เพศเมีย น้ำหนัก 360 กรัม คลอดเอง

 ทองเอก เพศผู้ น้ำหนัก 310 กรัม คลอดเอง

 ทองม้วน เพศผู้ น้ำหนัก 330 กรัม คลอดเอง

 ทองทัต เพศผู้ น้ำหนัก 350 กรัม คลอดเอง

 ทองพลุ เพศผู้ น้ำหนัก 300 กรัม ต้องฉีดยาช่วย มีลูกกับคุณหิรัญวารี

 ทองหยิบ เพศผู้ น้ำหนัก 350 กรัม คลอดเอง

 ทองหยอด เพศเมีย น้ำหนัก 320 กรัม คลอดเอง มีลูกกับคุณน้ำชา

 ทองอัฐ เพศเมีย น้ำหนัก 290 กรัม คลอดเอง

 ทองนพคุณ เพศผู้ น้ำหนัก 360 กรัม คลอดเอง

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก thailandgrandpetshow.comวิกิพีเดีย,raorakprajaoyuhua.comstudent.nu.ac.th   

 

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง

ทองแดง

คุณทองแดง เป็นสุนัขเพศเมีย เป็นลูกของนังแดง สุนัขจรจัดบริเวณถนนพระราม 9 เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 มีพี่น้อง 7 ตัว ซึ่งชาวบ้านตั้งชื่อให้ว่า ทองแดง (เพศเมีย), คาลัว (เพศเมีย), หนุน (เพศเมีย), ทองเหลือง (เพศผู้) ได้ไปอยู่บ้านของข้าราชบริพารท่านหนึ่ง, ละมุน (เพศเมีย), โกโร (เพศเมีย) และโกโส (เพศเมีย)

จากนั้นได้มีนายแพทย์คนหนึ่งนำทองแดงมาทูลเกล้าฯ ถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตร เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปเปิดศูนย์การแพทย์พระราม 9 เมื่อทอดพระเนตรทองแดงแล้ว ก็มีรับสั่งว่าให้นำเข้ามาเลี้ยง จากที่เคยเป็นลูกหมาจรจัด คุณทองแดง ก็เข้ามาอยู่ในวัง ส่วนแม่ของคุณทองแดงนั้นก็มีผู้รับไปเลี้ยงดูแล โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยกคุณทองแดง ให้ “คุณมะลิ” สุนัขแม่ลูกอ่อนทรงเลี้ยงในวังเป็นผู้เลี้ยงดู “คุณทองแดง” มีลักษณะพิเศษต่างจากลูกสุนัขตัวอื่น คือ มีสายสร้อยรอบคอครึ่งเส้น มีถุงเท้าขาวทั้ง 4 ขา มีหางม้วนขดเป็นวง ปลายหางดอกสีขาว และมีจมูกแด่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงค้นในหนังสือพบว่า “คุณทองแดง” มีลักษณะคล้ายคลึงกับสุนัขพันธุ์บาเซนจิ ซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์โบราณ มีถิ่นกำเนิดทางแอฟริกาใต้ นิยมใช้งานในการล่าสัตว์ แต่คุณทองแดงมีขนาดตัวใหญ่กว่าสุนัขพันธุ์บาเซนจิทั่วไป พระองค์จึงทรงเรียกคุณทองแดงว่าเป็น สุนัขพันธุ์ไทยซูเปอร์บาเซนจิ จากก่อนหน้านี้ทรงเรียกว่า เป็นสุนัขพันธุ์เทศ (ย่อมาจาก เทศบาล)

 เมื่อเข้ามาอยู่ในวังคุณทองแดงก็เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเป็นสุนัขที่ฉลาดมาก ความฉลาดของคุณทองแดง เช่น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเรียกให้คุณทองแดงขึ้นเฝ้าเพื่อที่จะชั่งน้ำหนัก แค่เพียงรับสั่งว่า ทองแดงไปชั่งน้ำหนัก คุณทองแดงก็จะเดินขึ้นตาชั่ง หรือเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล เมื่อเสด็จพระราชดำเนินลงมาเพื่อทรงออกกำลังตรงถนนบริเวณชายหาด ซึ่งมีต้นมะพร้าวอยู่ เพียงรับสั่งว่า อ้อมต้นมะพร้าวคุณทองแดงก็จะวิ่งอ้อมต้นมะพร้าวทันที โดยไม่ต้องมีการสอน และเมื่อวิ่งอ้อมต้นมะพร้าวไปสักครึ่งต้น คุณทองแดงก็จะหยุดหันมามองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว    นอกจากนี้ คุณทองแดง ยังเป็นสุนัขที่ไม่ค่อยเข้ามาเคลียคลอพระองค์ท่าน เวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน คุณทองแดงจะนำเสด็จอยู่หน้าพระองค์ท่าน เวลาพระองค์ท่านประทับนั่ง คุณทองแดงก็จะนั่งหมอบอยู่ด้านหน้า ใช้สองขาหน้าเกยกันเหมือนคนกำลังหมอบคลาน แล้วหันหน้าออกไปด้านนอก คอยระแวดระวังด้านนอกอย่างเดียว แต่หากระยะเวลาในการเข้าเฝ้าฯ นาน คุณทองแดงจะเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์และผู้มาเข้าเฝ้าฯ พร้อมกับถอนใจยาว แต่ก็ไม่ลุกไปไหน ยังคงหมอบเฝ้าอยู่เช่นนั้น   ทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับพักผ่อนอิริยาบถที่ใด คุณทอง ก็จะตามเสด็จฯ ด้วยทุกครั้ง เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณทองแดงไม่ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งไปทรงงานที่สวนจิตรฯ นานไปหน่อย ทำให้คุณทองแดงเครียด เพราะคิดถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงกับล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล

ด้วยเหตุนี้ คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงสุนัขที่ 17 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้รับการตั้งฉายาว่าเป็น สุนัขประจำรัชกาล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์ หนังสือ “เรื่อง ทองแดง (The Story of Tongdaeng)” ออกเผยแพร่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://pet.kapook.com/view19715.html

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น